文章 / ย้อนรอยต้นกำเนิดความอร่อย "น้ำปลา" แท้พรีเมียมจากเมกาเชฟ

ย้อนรอยต้นกำเนิดความอร่อย "น้ำปลา" แท้พรีเมียมจากเมกาเชฟ

ย้อนรอยต้นกำเนิดความอร่อย "น้ำปลา" แท้พรีเมียมจากเมกาเชฟ


น้ำปลา เครื่องปรุงรสคู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะรังสรรค์เมนูอาหารไทยอันไหนก็เพิ่มเติมความอร่อยให้สมบูรณ์แบบขึ้น ซึ่งในวันนี้ Megachef จะขอพาทุกคนมาย้อนรอยดูต้นกำเนิดน้ำปลากัน ว่ามีที่มาเป็นอย่างไร พร้อมพาไปรู้จักจุดเริ่มต้นความอร่อยระดับพรีเมียมของน้ำปลาแท้เมกาเชฟที่ครองใจเชฟและคนไทยทุกคน



น้ำปลา คืออะไร?


น้ำปลา คือเครื่องปรุงรสที่ได้จากการหมักปลากับเกลือจนได้รสชาติที่เค็มและกลิ่นหอมชวนรับประทาน ในปัจจุบันสามารถแบ่งน้ำปลาได้ 3 รูปแบบหลักๆ คือ น้ำปลาแท้ที่มาจากการหมักปลาหรือกากปลา น้ำปลาที่มาจากสัตว์อื่นอย่างกุ้ง หอย และปลาหมึก และน้ำปลาผสมซึ่งมาจากการเจือจางน้ำปลาแท้หรือน้ำปลาจากสัตว์อื่น ซึ่งน้ำปลาในแต่ละประเทศก็จะมีส่วนผสมอื่นๆ ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่



เนื้อปลาพร้อมน้ำราดปลาทอด เมนูทำง่าย แถมได้ประโยชน์




ผู้อ่านหลายคนอาจมีคำตอบในใจว่า น้ำปลาน่าจะมาจากจีนแผ่นดินใหญ่หรือเปล่า? ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชาวตะวันตกหรือตะวันออกก็มีการนำเศษปลามาหมักจนได้เป็นเครื่องปรุงรสกัน ซึ่งเมื่อตรวจสอบหลักฐานเก่าแก่ในแถบทวีปยุโรปแล้ว พบว่าตั้งแต่สมัยโบราณ ราว 3 - 4 ปีก่อนคริสตกาล ชาวกรีกในแถบบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้นำน้ำปลาหรือที่เรียกว่า “การอส (Garos)” มาประกอบอาหาร โดยเป็นการนำเศษปลามาหมักไว้แต่จะมีรสชาติที่เค็มน้อยกว่าน้ำปลาในปัจจุบัน ต่อมาชาวโรมันก็มีการคิดค้นเครื่องปรุงที่ลักษณะคล้ายคลึงกันชื่อว่า “การัม (Garum)” ซึ่งจะเป็นการนำเกลือมาพอกเอาไว้กับเครื่องในของปลาแมคคอเรลแล้วนำไปตากแดด จนปลาเริ่มแห้งแตกและรอจนน้ำสีน้ำตาลค่อยๆ ไหลออกมา จึงนำมาบรรจุภาชนะ ซึ่งมักจะนำไปผสมกับไวน์ น้ำส้มสายชู หรือน้ำผึ้งเพื่อให้ได้รสชาติตามที่ต้องการและนำไปประกอบอาหาร โดยการัมได้สืบทอดกันมานานจนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่มีการเปลี่ยนมาใช้ปลาแอนโชวี่พร้อมการนำเครื่องในออกในกระบวนการทำ จะเห็นได้ว่าน้ำปลาของชาวตะวันตกก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานไม่แพ้ของตะวันออกเลย ซึ่งสำหรับชนชาติทางตะวันออกครั้งแรกที่ได้มีการจดบันทึกเกี่ยวกับน้ำปลานั้น หนีไม่พ้นชาวจีนเมื่อ 2300 ปีก่อนในสมัยราชวงศ์โจว ซึ่งน้ำปลาในยุคนั้นจะมีการผสมเนื้อสัตว์และถั่วเหลืองไว้ด้วย จนต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น เครื่องปรุงที่นิยมมาจากการหมักเกลือกับถั่วเหลืองมากกว่าการใช้ปลา ซึ่งก็คือเต้าเจี้ยวและซอสถั่วเหลือง จนในช่วง 50 - 100 ปีก่อนคริสตกาลที่ความนิยมของน้ำปลาได้กลับมา รวมถึงยังได้เผยแพร่ไปยังประเทศอื่นๆ ทั้งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเฉียงเหนือ แต่ลักษณะน้ำปลานั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละวัตถุดิบท้องถิ่น โดยในประเทศไทย เวียดนาม และกัมพูชา จะใช้น้ำปลาที่มาจากปลาเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น จีนจะใช้น้ำปลาจากถั่วเป็นหลัก

พอได้ทราบแล้วว่าต้นกำเนิดของน้ำปลามาจากไหน หลายคนคงอยากจะรู้แล้วว่าน้ำปลาพรีเมียมที่แสนอร่อยของเมกาเชฟเริ่มต้นอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วเริ่มกันเลยค่ะ



จุดเริ่มต้นน้ำปลาแท้พรีเมียม เมกาเชฟ




ย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 ในช่วงเวลานั้น เวลาที่เรานึกถึงเครื่องปรุงแบรนด์ไทยอย่างน้ำปลา มักจะมีภาพจำว่ามีคุณภาพไม่ดี ราคาถูก ไม่สามารถขายแพงได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วน้ำปลาถือเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องปรุงไทยและอาหารไทยอย่างมาก จึงทำให้คุณภาส นิธิปิติกาญจน์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของน้ำปลาตราปลาหมึก เกิดความสงสัยอย่างมาก จึงเริ่มต้นคิดหาทางออกว่าถึงเวลาที่จะต้องสร้างแบรนด์เครื่องปรุงไทยระดับพรีเมียม จึงได้เกิดแบรนด์ “เมกาเชฟ” ขึ้น ในช่วง 2 ปีแรกของการสร้างแบรนด์ เขาได้ทดลองหมัก ปรับสูตร ชิมรสชาติ รวมถึงคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง ปลอดภัย ไม่มีสารเคมี ไม่ใส่สี และไม่เติมผงชูรส ซึ่งจะต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องรสชาติที่กลมกล่อมและสุขภาพของผู้บริโภค

ต้องยอมรับเลยว่าระยะแรกๆ น้ำปลาที่มีราคาสูงนั้นไม่รับความนิยมเท่าที่ควร แต่ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และคุณภาพของน้ำปลาเมกาเชฟ ทำให้ร้านอาหารและเชฟต่างติดใจในรสชาติ จึงเริ่มมีการพูดถึงเมกาเชฟอย่างแพร่หลายขึ้น จนเกิดเป็นกระแสบนโลกโซเชียล ที่ไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังกระจายไปสู่ต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ถ้าพูดถึงน้ำปลาแท้พรีเมียม ชื่อเมกาเชฟจะต้องขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเส้นทางอันยาวนานของเครื่องปรุงรสคู่ครัวไทยอย่างน้ำปลา พร้อมกับประวัติของน้ำปลาเมกาเชฟ คงทำให้หลายคนเข้าใจแล้วว่าทำไม น้ำปลาของเมกาเชฟถึงอร่อยกลมกล่อม แถมมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง ซึ่งนอกจากน้ำปลาแล้ว เรายังมีผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงอีกมากมาย เพื่อรังสรรค์ความอร่อย มอบความสุขให้กับทุกมื้อค่ะ



06/01/2022 08:00


Share :