
เพิ่มเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยให้มากขึ้น ด้วยน้ำปลาจาก Megachef น้ำปลาแท้ที่ได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง มาเปิดขวดสัมผัสกับความกลมกล่อมของเราไปด้วยกัน พร้อมรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับน้ำปลา และเคล็ด(ไม่)ลับ ในการเลือกเพื่อให้ได้น้ำปลาที่ดีที่สุด

เมื่อกล่าวถึงกลิ่นหอมอันเป็นเสน่ห์ของอาหารไทยไม่ว่าจะสำรับไหน หรือเมนูไหนๆ ก็จะขาด “น้ำปลา” ไปไม่ได้ เพราะถือเป็นน้ำปรุงรสที่สำคัญในการสร้างรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับอาหารของคนไทยมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าจะหยิบประยุกต์รสชาติขนาดไหนให้กับอาหารไทย หากจะให้มีรสเค็มก็ต้องใช้น้ำปลาเท่านั้น จะใช้เครื่องปรุงหรือน้ำปรุงรสชนิดอื่นแทนไม่ได้ เพราะน้ำปลานั้นให้รสเค็มที่แตกต่าง เป็นรสเค็มที่ติดหวานปลายนิดๆ หรือบางคนอาจเรียกว่าเป็นความเค็มกลมกล่อม ที่สามารถเพิ่มมิติให้กับรสชาติของอาหารได้เลยทีเดียว แต่น้ำปลาที่เราคุ้นเคยกันมายาวนานอย่างที่ว่านี้ มีมานานขนาดไหนกัน ดังนั้น Megachef จึงจะพามาเปิดเรื่องราวและสาระเกี่ยวกับน้ำปลาในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจกัน
แม้จะยังไม่สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงที่มาและการคิดค้นการทำน้ำปลาว่าจริงๆ แล้วใครหรือที่ไหนเป็นแหล่งการทำน้ำปลาเป็นที่แรก แต่ถ้าหากถามว่าในประเทศไทยมีการบริโภคน้ำปลากันมาตั้งแต่ยุคสมัยไหนนั้น ก็จะตอบได้ว่า ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏอย่างชัดเจนที่สุด คือ น้ำปลามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว เพราะมีการพูดถึงน้ำปรุงชนิดนี้หลายครั้งทั้งในบันทึกคำให้การต่างๆ และบันทึกของชาวต่างชาติที่เข้ามาในสมัยนั้น เช่น คำให้การชาวกรุงเก่า ฉบับหอหลวง ได้มีการพูดถึงชาวบ้านเมืองเพชรบุรี และชาวบ้านในแถบชายทะเลภาคกลาง ที่มักบรรทุกสินค้าอาหารทะเล รวมถึงกะปิ น้ำปลาต่างๆ มาทางเรือและจอดเทียบท่าขายกันที่บริเวณแถววัดเจ้าพระนางเชิง (หรือวัดพนัญเชิง) ซึ่งเป็นหลักฐานที่บ่งบอกได้อีกอย่างหนึ่งว่าในสมัยนั้นพื้นที่จังหวัดแถบชายทะเล อาจเป็นแหล่งผลิตสำคัญของน้ำปลานั่นเอง
แต่จากการศึกษาทางวิชาการมีการสันนิษฐานกันว่า น้ำปลาอาจมีความเกี่ยวเนื่องมาจากชาวจีนโพ้นทะเล ที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยหรือในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นได้ เพราะจะสังเกตได้ว่าพื้นที่ชายทะเลส่วนใหญ่ มักจะเป็นชุมชนชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่แทบทั้งสิ้น จึงสอดคล้องกับหลักฐานที่พบจากเอกสารที่บันทึกถึงการผลิต “กะปิเคย” ที่จะได้น้ำปลาจากการผลิตด้วยในชุมชนท่าจีน จากเอกสารวชิรญาณวิเศษด้วยเช่นกัน
การถกกันถึงเรื่องรสเค็มกับคำถามที่มักจะเกิดขึ้นกับนักปรุงมือใหม่ หรือแม้กระทั่งคนไม่เข้าครัวเลยก็คือ “น้ำปลากับเกลือ” ล้วนเค็มเหมือนกัน ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งแทนกันไม่ได้หรือ คำตอบ คือความเค็มของทั้งสองอย่างนี้ต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิง หรือจะบอกอย่างง่ายๆ ก็คือน้ำปลามักจะใช้สำหรับการปรุงอาหารไทยหรืออาหารในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า ส่วนเกลือก็มีใช้บ้างเป็นบางเมนูหรือสำหรับทำขนมหวาน ส่วนใหญ่ก็มักใช้กับอาหารฝรั่งเป็นหลัก ในเรื่องความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างน้ำปลาและเกลือ คือ น้ำปลาจะให้รสชาติที่กลมกล่อมมากกว่า พร้อมกับให้กลิ่นที่เฉพาะ เพราะน้ำปลาผลิตจากการนำเนื้อปลากับเกลือมาผ่านกรรมวิธีการหมักบ่มตามแต่ละสูตรในระยะเวลา 12-18 เดือน การหมักแบบนี้จึงทำให้ได้มาซึ่งรสชาติเค็มกลมกล่อมและมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นการเลือกใช้น้ำปลาหรือเกลือนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกทำเมนูหรืออาหารแบบไหน เพื่อให้ได้รสชาติตามต้องการนั่นเอง
การเลือกน้ำปลาดี ทำให้เรามีชัยไปกว่าครึ่งเลยนะ เพราะปัจจุบันน้ำปลาถูกผลิตและจำหน่ายอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดตัวเลือกมากมายในการเปรียบเทียบว่าเราควรจะเลือกซื้อน้ำปลาอย่างไรดี จึงจะได้น้ำปลาแท้ที่ให้รสชาติดีที่สุด เพราะหากเราเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสมและถูกวิธี เราก็ได้น้ำปลาที่มีคุณภาพ สามารถเสริมรสชาติและกลิ่นที่หอมให้กับอาหารทุกจานที่ปรุงได้ดีกว่าเดิมเลยทีเดียว ดังนั้นเราจึงมีหลักการเลือกน้ำปลาแบบง่ายๆ มาฝากกัน
1. พลิกดูส่วนผสมและข้อมูลทางโภชนาการกันก่อน อย่างแรกเลย ง่ายๆ เพียงแค่อ่านส่วนผสมและข้อมูลทางโภชนาการของน้ำปลาแต่ละสูตรกันก่อนว่า มีการใช้ปลาชนิดไหนเป็นหลัก เพราะบางขวดอาจเป็นการใช้ปลาชนิดเดียวกันทั้งหมด หรือมีการใช้ปลาหลายชนิด และรวมถึงอาจมีการใช้สัตว์ทะเลอื่นๆ เข้ามาผสมอยู่ด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่ออาการแพ้สัตว์ทะเลบางชนิดในบางคนได้ ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งก็คือ ควรหลีกเลี่ยงน้ำปลาที่ใส่สารกันบูดหรือส่วนผสมที่ไม่จำเป็นอื่นๆ ลงไป เพราะส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นกระบวนการเร่งผลิตที่ส่งผลต่อรสชาติของน้ำปลาที่ไม่ดีนั่นเอง และอาจก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย ทั้งนี้ควรเลือกซื้อดูยี่ห้อที่น่าเชื่อถือด้วยนะ เพราะน้ำปลาที่มีไม่มีคุณภาพจะมีแต่โลโก้ ไม่บอกโรงงานที่ผลิตและสถานที่ตั้งของโรงงานที่ผลิต
2. น้ำปลาที่ดีต้องใสไร้ตะกอน ในเรื่องของสีก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยทั่วไปแล้วน้ำปลาที่ดีปกติควรจะต้องมีสีน้ำตาลแกมแดงใส และที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือน้ำปลาขวดนั้นจะต้องไม่มีตะกอนหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ เพราะอาจเกิดอันตรายต่อผู้ซื้ออย่างเราได้ แต่ทั้งนี้น้ำปลาหลายๆ ยี่ห้อหรือในบางแบรนด์อาจมีสีที่ต่างกัน เข้มหรือจางตามแต่ส่วนผสมที่ใช้ ซึ่งก็ต้องตรวจสอบคุณภาพให้ดีจากการอ่านข้อมูลทางโภชนาการของแบรนด์นั้นๆ เพราะสีที่แตกต่างอาจจะไม่ได้ทำให้คุณภาพของน้ำปลาลดลง ฉะนั้นการอ่านฉลากก่อนตัดสินใจซื้อสำคัญมากๆ เลยนะ
3. ตรวจสอบรสชาติจากปริมาณไนโตรเจนได้ การตรวจสอบรสชาติของน้ำปลาก่อนซื้อถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราจะได้รสชาติที่ต้องการที่สุด ซึ่งไม่สามารถแกะมาชิมจากขวดได้ หากจะซื้อมาทดลองก็สิ้นเปลือง ซึ่งอีกวิธีที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ว่าเราสามารถวัดรสชาติที่ดีของน้ำปลาได้ด้วยปริมาณไนโตรเจนที่ระบุไว้บนขวด ดูได้จากตัว °N โดยสำหรับค่าไนโตรเจนมาตรฐานในน้ำปลาคือ 30 °N แต่หากยิ่งมีตัวเลขที่สูงขึ้นก็แสดงว่า น้ำปลาแบรนด์นั้นก็จะมีรสชาติที่ดียิ่งขึ้นด้วย
4. ขวดแก้วเก็บรักษาคุณภาพน้ำปลาได้ดีกว่า นอกจากเรื่องส่วนผสมต่างๆ แล้ว การเลือกที่บรรจุภัณฑ์ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะระหว่างขวดแก้วและขวดพลาสติกนั้น ขวดแก้วจะสามารถเก็บรักษาคุณภาพของน้ำปลาที่หมักได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องของสี จากการสังเกตจะพบว่าน้ำปลาในขวดพลาสติกจะมีสีที่เข้มขึ้นเมื่อผ่านไป 1-2 เดือน แม้จะไม่ได้เปิดใช้งาน เกิดจากอากาศที่ซึมผ่านเข้าไปจึงส่งผลต่อสีของน้ำปลาได้ ขณะที่ขวดแก้วนั้นอากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ น้ำปลาจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพนั่นเอง
Tips การเก็บรักษาน้ำปลาที่ดี: ปกติแล้วน้ำปลาจะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานประมาณ 2-3 ปีหลังการบรรจุขวด ดังนั้นการตรวจสอบวันหมดอายุบนฉลากก่อนทุกครั้งเป็นสิ่งที่ควรทำ และในกรณีที่ซื้อมาและเปิดใช้งานแล้ว ควรปิดฝาให้สนิททุกครั้ง เพราะอากาศที่เข้าไปในขวดได้นั้นเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้น้ำปลาเสียรสชาติและสีที่เปลี่ยนไปได้ และอาจเกิดการตกตะกอนและเสื่อมคุณภาพในที่สุด

น้ำปลาเมกาเชฟ หัวน้ำปลาแท้ จากสูตรที่ดีที่สุดได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลานานกว่า 60 ปี โดยส่วนผสมน้ำปลาแท้เมกาเชฟ มาจากปลาแอนโชวี่สดๆ คลุกเคล้ากับเกลือทะเลล้างสะอาด หมักด้วยวิธีการทางธรรมชาตินานกว่า 2 ปี ภายใต้โรงงานที่สะอาดและทันสมัยได้มาตรฐาน คุณภาพอาหารส่งออก (GMP & HACCP) จึงได้หัวน้ำปลาแท้ที่มีคุณภาพดีที่สุด บรรจุในขวดแก้ว ซึ่งเป็นภาชนะที่ดีที่สุดในการบรรจุอาหาร ห่อหุ้มด้วยฉลากคุณภาพสูง ป้องกันแสงยูวีที่จะทำปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำปลาเมกาเชฟ นอกจากนี้น้ำปลาเมกาเชฟยังใช้เทคโนโลยีฝาจุกแบบริน แค่เพียงเอียงขวด ไม่ต้องออกแรงเหยาะ ไม่ทำให้เกิดคราบน้ำปลาตกค้างที่ฝา
นอกจากนี้ อีกเรื่องสำคัญคือ น้ำปลาเมกาเชฟ ทำจากปลาสด คลุกเคล้ากับเกลือทะเลล้างสะอาด จึงให้ผลลัพธ์ที่
1. มีกลิ่นหอม (ไม่คาว) รสชาติกลมกล่อม (ไม่เค็มจัด)
2. ให้โปรตีนจากปลาทะเลสูง (3 กรัมต่อหน่วยบริโภค)
3. ปลอดภัยจากสารก่อมะเร็ง (3 MCPD,Nitrosamine) สารก่อโรคภูมิแพ้ (Histamine) สารก่อโรคไมเกรน, ความดันโลหิตสูง (Tyramine)
4. มีไอโอดีน ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก
5. สะอาด ปลอดภัย ทุกหยด
สิ่งสำคัญน้ำปลาเมกาเชฟ ไม่ใส่สี ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่ใส่ผงชูรส HWP HVP และไม่มีน้ำละลายกากผงชูรส
น้ำปลาถือเป็นเครื่องปรุงรสที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับทุกบ้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญในการเลือกสรรน้ำปลาที่มีคุณภาพและเหมาะกับความชอบของแต่ละบ้าน เพราะการเลือกน้ำปลาได้ดีจะเป็นตัวชูโรงสำคัญให้กับรสชาติอาหารในแต่ละเมนูได้อร่อยกลมกล่อมและหอมขึ้นไปอีกระดับได้เลยทีเดียว อย่างน้ำปลาจาก Megachef ที่ผลิตอย่างเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้ในทุกด้าน จึงเป็นตัวเลือกที่หลายๆ บ้านไว้ใจ หากใครสนใจน้ำปลาเมกาเชฟที่มั่นใจได้ในคุณภาพระดับพรีเมียม ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านค้าท้องถิ่นทั่วประเทศและอีกหนึ่งช่องทางออนไลน์ ที่ https://shopee.co.th/megachef_officialshop ได้เลย เพราะ เมกาเชฟ กล้าให้แต่สิ่งที่ดี
03/21/2022 08:00